• เกร็ดความรู้
  • การบรรจุอาหารอุณหภูมิต่างๆ ควรใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบไหน เพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

การบรรจุอาหารอุณหภูมิต่างๆ ควรใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบไหน เพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ปัจจุบันบรรจุภัณฑ์อาหารพลาสติกมีบทบาทสำคัญต่อวงการอาหารและเครื่องดื่ม ด้วยมาตรฐานบรรจุภัณฑ์อาหารเป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อของผู้บริโภค จากการคำนึงถึงความปลอดภัย คุณภาพสินค้า และอายุการเก็บรักษา เนื่องจากอาหารหลายชนิดมีอุณหภูมิในการจัดเก็บที่แตกต่างกัน เจ้าของแบรนด์จึงต้องคำนึงถึงคือการตัดสินใจเลือกชนิดพลาสติกที่เหมาะสม ทั้งนี้บริษัท แสงรุ่งกรุ๊ป จำกัด มีแนวทางสำหรับเลือกใช้พลาสติกประเภทต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อผลิตภัณฑ์ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของสารเคมี การเสียรูปของภาชนะ หรือลดผลกระทบต่อคุณภาพและรสชาติของอาหารอย่างปลอดภัย

รู้จักบรรจุภัณฑ์อาหารมีกี่ชนิด เพื่อการใช้งานที่ถูกต้อง

ก่อนตัดสินใจเลือกใช้บรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อห่อหุ้มอาหารหรือเครื่องดื่ม เจ้าของแบรนด์จำเป็นต้องพิจารณาบรรจุภัณฑ์อาหารที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลาสติกทนร้อนหรือพลาสติกทนต่ออุณหภูมิต่ำถึงติดลบ แม้ว่าจะเป็นพลาสติก Food Grade ก็ตาม เนื่องจากอาหารแต่ละประเภทใช้วิธีการเก็บรักษาและการบรรจุที่แตกต่างกัน โดยบรรจุภัณฑ์ที่ใส่อาหารและเครื่องดื่มได้ที่มักพบเห็นได้บ่อยมี 5 ประเภท  ดังนี้

พลาสติก Food Grade

พลาสติก Food Grade มีความปลอดภัยสำหรับการบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม โดยบรรจุภัณฑ์อาหารร้อนไม่ปล่อยสารพิษหรือสารตกค้างลงไปในอาหารเมื่อเกิดความร้อนหรือสัมผัสกับกรดหรือด่าง โดยมีจุดเด่นคือสามารถนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้

บรรจุภัณฑ์กระดาษ

บรรจุภัณฑ์กระดาษนับว่าเป็นบรรจุภัณฑ์อาหารทางเลือกของคนรุ่นใหม่ เนื่องจากย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ มีน้ำหนักเบา สะดวกต่อการขนส่ง ราคาไม่สูงมากนักและพิมพ์ลายได้ มักจะใช้บรรจุอาหารที่ค่อนข้างแห้ง มีส่วนผสมของน้ำน้อยหรือไม่มีเลย เช่น ข้าวผัด สเต็ก แฮมเบอเกอร์ หรือเบเกอรี่ เป็นต้น

อลูมิเนียมหรือสแตนเลส

บรรจุภัณฑ์อาหารกลุ่มอลูมิเนียมหรือสแตนเลส เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับแนวทางรักษ์โลกอีกแบบ และกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากบรรจุภัณฑ์กลุ่มนี้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ผ่านการล้างทำความสะอาด

แก้ว

อีกหนึ่งบรรจุภัณฑ์อาหารที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ โดยมีคุณสมบัติป้องกันน้ำ ความชื้นและอากาศได้อย่างดี สามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้ ปัจจุบันได้รับความนิยมสูงอย่างต่อเนื่อง แต่มีข้อเสียคือแตกหักได้ง่าย และมีต้นทุนสูง

วัสดุจากธรรมชาติ

บรรจุภัณฑ์อาหารเทรนด์รักษ์โลกกำลังมาแรงต่อเนื่อง ทำให้หลายร้านเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ เนื่องจากสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อแบรนด์นั้น ๆ ในส่วนของความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

  • บรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ เช่น กระดาษชานอ้อย ถ้วยชามจากใยกล้วย เป็นต้น
  • บรรจุภัณฑ์ที่เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติ เช่น ใบตอง ใบบัว ใบจาก ใบเตย ใบมะพร้าว ใบไผ่ เป็นต้น

เจาะลึกพลาสติก Food Grade ควรเลือกอย่างไรให้เหมาะสม

บรรจุภัณฑ์พลาสติก Food Grade คือ พลาสติกที่สามารถสัมผัสอาหารได้ มีความปลอดภัยต่อการอุปโภคและบริโภค ไม่ทำให้รสชาติอาหารเปลี่ยนแปลง สามารถคงคุณภาพของอาหารและเครื่องดื่มได้ โดยมีวิธีสังเกตคือสัญลักษณ์ FOOD SAFE เป็นรูปแก้วไวน์คู่กับส้อมบนบรรจุภัณฑ์ หรือการพิมพ์บอกชนิดของพลาสติกที่นำมาใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น พลาสติกชนิด PP Food Grade, PET, HDPE ส่งผลดีต่อการตัดสินใจของเจ้าของแบรนด์ในการเลือกใช้ชนิดของบรรจุภัณฑ์ เพื่อความเหมาะสมต่อชนิดของอาหารหรือเครื่องดื่ม โดยพิจารณาจากพลาสติก Food Grade 4 ชนิดดังนี้

พลาสติก PET (Polyethylene Terephthalate)

พลาสติก Food Grade ใช้สัญลักษณ์เบอร์ 1 เป็นพลาสติกที่มีสีใส เหนียว มีความยืดหยุ่นสูง ทนความร้อนไม่สูงมาก ซึ่ง PET Food Grade สามารถทนต่ออุณหภูมิประมาณ -12 ถึง 60 องศาเซลเซียส โดยไม่มีสารเคมีตกค้าง มีความปลอดภัยต่อการใช้งาน โดยนิยมนำมาใช้ผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มของขวดน้ำดื่ม น้ำมัน กระปุกขนม กล่องใส่อาหาร และสามารถนำไปเคลือบกล่องอาหารหรือซองขนมได้

พลาสติก HDPE (High Density Polyethylene)

พลาสติก HDPE Food Grade โดยใช้สัญลักษณ์เบอร์ 2 มีความหนาแน่นสูง ความยืดหยุ่น มีความแข็งแรง ทนทานไม่แตกหรือหักง่าย งอตัวได้ดี ป้องกันความชื้นได้ ทนความร้อนได้ประมาณ 80-100 องศาเซลเซียส ทนความเย็นต่ำกว่าจุดเยือกแข็งได้ดี และทนทานต่อสารเคมี  นิยมนำไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์อาหารเย็นในกลุ่มอาหารแช่แข็ง ขวดนม เป็นต้น

พลาสติก LDPE (Low Density Polyethylene)

พลาสติกสัญลักษณ์เบอร์ 4 ชนิดนี้สามารถใช้เก็บอาหารและเครื่องดื่มได้ในช่วงอุณหภูมิ -50 ถึง 95 องศาเซลเซียส เนื่องจากมีคุณสมบัติหนาแน่นต่ำ ยืดหยุ่นได้ดี นิ่มและใส เหนียวทนต่อการฉีกขาด ไม่กรอบแตกง่าย แต่มีความแข็งและทนทานน้อยกว่า HDPE ไม่ทนต่อความร้อน ไม่ไวต่อปฏิกิริยาเคมี ทนต่อกรดและด่างได้ดี ป้องกันความชื้นได้ดี ออกซิเจนและอากาศซึมผ่านได้ นิยมนำมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์อาหารในรูปแบบของถุงเย็นต่าง ๆ ฝาขวด และขวดน้ำ เป็นต้น

พลาสติก PP (Polypropylene)

เป็นพลาสติก Food Grade ที่ใช้สัญลักษณ์เบอร์ 5 นิยมใช้กันมากที่สุดอีกชนิดหนึ่ง โดยเป็นพลาสติกทนร้อนได้ มีคุณสมบัติคงรูป เหนียว และทนแรงกระแทก รวมถึงสารเคมีได้ดี โดยปราศจากสารเคมีตกค้าง นิยมนำไปใช้ทำเป็นบรรจุอาหารใช้กับเตาไมโครเวฟได้  โดย PP Food Grade มีคุณสมบัติทนต่ออุณหภูมิที่ -10 ถึง 120 องศาเซลเซียส รวมถึงนำมาใช้ผลิตเป็นชาม จาน ถัง ตะกร้า กระบอกน้ำแช่เย็น ขวดซอส ขวดบรรจุยา นอกจากนั้นยังสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ ผ่านกระบวนการรีไซเคิลได้อีกด้วย

พลาสติกชนิดไหนที่ห้ามนำมาใช้กับอาหารร้อนเด็ดขาด

ถึงแม้ว่าพลาสติกหลายชนิดจะได้รับการรับรองว่าเป็นพลาสติก Food Grade สามารถบรรจุอาหารได้ อย่างไรก็ตามทางเจ้าของแบรนด์จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพลาสติกต้องห้าม ที่ไม่สามารถนำมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์อาหารร้อนหรืออาหารทุกประเภทเด็ดขาดควบคู่ไปด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีคุณสมบัติจุดหลอมเหลวต่ำ ซึ่งสามารถหลอมละลายและปล่อยสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตราย สารก่อให้เกิดโรคร้ายแรงต่อร่างกาย รวมถึงปล่อยสารตกค้างเข้าสู่อาหารหรือเครื่องดื่มได้ทันทีมีดังนี้

พลาสติก PC (Polycarbonate)

พลาสติกชนิดที่มีความโปร่งใส เป็นพลาสติกเหนียวทนต่อแรงกระแทกสามารถนำไปทำแก้วน้ำ ขวดนม หรือภาชนะบรรจุอาหารที่ไม่มีความร้อน เนื่องจากทนต่ออุณหภูมิอยู่ที่ -40 ถึง 120 องศาเซลเซียส ที่มีโครงสร้างสามารถปล่อยสารเคมี Bisphenol A (BPA) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และโรคเบาหวานชนิดที่ 2  เนื่องจากทำให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดี

พลาสติก PVC (Polyvinyl Chloride)

พลาสติก PVC มีสัญลักษณ์หมายเลข 3 เป็นพลาสติกคืนรูป มีความแข็งแรงสูง นิยมใช้กันในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรกรรม ก่อสร้าง การแพทย์ เป็นต้น มีคุณสมบัติทนต่อการสึกหรอและการกัดกร่อน ไม่มีกลิ่น ทนความร้อนต่ำที่อุณหภูมิไม่เกิน 65 องศาเซลเซียส และไม่ควรนำมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์บรรจุอาหารร้อน เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการรับสารอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อตับ ฮอร์โมน และสามารถก่อโรคมะเร็ง

พลาสติก PS (Polystyrene)

แม้ว่าพลาสติก PS ซึ่งใช้สัญลักษณ์หมายเลข 6 จะสามารถนำมาใช้ผลิตเป็นถ้วยหรือจานโฟมใส่อาหาร หรือแก้วพลาสติกแข็งใส แต่ยังจัดอยู่ในกลุ่มของพลาสติกที่ไม่ควรนำมาใช้บรรจุอาหารร้อนหรือมีอุณหภูมิสูง เนื่องจากพลาสติกชนิดนี้มีทนความร้อนได้น้อยกว่า 70 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้เกิดการเสียรูปอีกทั้งเมื่อละลายยังปล่อยสารสไตรีน (Styrene) สารก่อมะเร็งได้ นอกจากนั้นยังทำลายระบบประสาท ตับ และไต หากสะสมเป็นเวลาอาจก่อให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้

ผู้ประกอบการควรเลือกบรรจุภัณฑ์อาหารอย่างไร เพื่อความสบายใจ

ในฐานะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารควรคำนึงถึงความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์อาหารเป็นหลักสำคัญ เพื่อช่วยป้องกันอาหารให้คงคุณภาพและไม่มีความผิดพลาดตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงมือลูกค้า รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัย โดยไม่มีสารเคมีปนเปื้อนและทนต่ออุณหภูมิได้อย่างเหมาะสม จึงควรสร้างแนวทางในการเลือกบรรจุภัณฑ์อาหารดังนี้

การันตีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ในส่วนของความปลอดภัยเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้า เนื่องจากมีความมั่นใจต่อแบรนด์ ซึ่งสามารถสร้างโอกาสให้ลูกค้ามีความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาวได้ เพียงแค่ทางเจ้าของแบรนด์เลือกใช้โรงงานผลิตภาชนะบรรจุอาหารปลอดภัยที่น่าเชื่อถืออย่างเช่น แสงรุ่งกรุ๊ป จำกัด ซึ่งมีจุดแข็งดังนี้

  1. มีกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์ได้มาตรฐานสากลและต้นทุนไม่สูง
  2. โรงงานการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีที่ตั้งชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้
  3. มีแหล่งที่มาของชนิดพลาสติกที่นำมาใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ชัดเจน ตรวจสอบย้อนหลังได้ โดยไม่มีสารปนเปื้อน
  4. สามารถตรวจสอบใบอนุญาตหรือมาตรฐานบรรจุภัณฑ์อาหารที่โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก Food Grade ได้รับจริง

วัสดุบรรจุภัณฑ์อาหารมีความเหมาะสมต่อชนิดของสินค้า

ปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการไม่สามารถมองข้ามในการเลือกบรรจุภัณฑ์พลาสติก PP, PET, HDPE คือต้องใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อโอกาสทางการตลาดของแบรนด์ เพิ่มความมั่นใจต่อผู้บริโภคถึงภาชนะบรรจุอาหารปลอดภัย ความสะอาดในอาหารและเครื่องดื่ม อีกทั้งป้องกันการเสียหายที่จะเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่ง ซึ่งจำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่เน้นความแข็งแรง ไม่เปราะง่าย เช่น

  1. อาหารแช่แข็ง ควรใช้บรรจุภัณฑ์จากพลาสติกชนิด HDPE
  2. บรรจุภัณฑ์อาหารเย็นหรือเครื่องดื่ม ควรใช้บรรจุภัณฑ์ในกลุ่ม PET ซึ่งจะมีคุณสมบัติใส สวยงาม และทนความเย็นได้ดี 
  3. ของร้อนหรือของทอด ควรใช้พลาสติกหรือขวด Food Grade ที่ทนความร้อนและน้ำมันได้ดี เช่น กล่องบรรจุอาหารที่ทำมาจากพลาสติกเข้าไมโครเวฟชนิด PP เป็นต้น

อำนวยความสะดวกสบายต่อผู้บริโภค

การออกแบบบรรจุภัณฑ์พลาสติก Food Grade ควรเน้นความสะดวกสบายในการใช้งาน รวมถึงสามารถสร้างเอกลักษณ์ และภาพจำต่อแบรนด์ เพื่อให้การเลือกซื้อในอนาคตง่ายขึ้น เช่น

  1. พลาสติกเข้าไมโครเวฟสามารถอุ่นร้อนได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
  2. ฝาล็อกแน่นหนา เมื่อเปิดฝาจะต้องมีเสียงคลิก เพื่อการันตีว่าภาชนะไม่มีการเปิดมาก่อน
  3. มีระบบป้องกันการรั่วซึม  ในกรณีที่เป็นอาหารทอดหรือมีน้ำเป็นองค์ประกอบ เพื่อความง่ายในการขนส่งและการใช้งาน
  4. มีช่องแยกอาหารชัดเจน สำหรับเมนูอาหารที่มีวัตถุดิบหลายชนิด ควรแบ่งเป็นสัดส่วน เพื่อความสวยงาม และเพื่อป้องกันอาหารเสียหายก่อนถึงมือลูกค้า

แนวทางบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก

เจ้าของแบรนด์ให้ความสำคัญต่อเทรนด์บรรจุภัณฑ์อาหารรักษ์โลกเป็นพิเศษ เนื่องจากปัจจุบันกำลังมาแรงต่อเนื่อง ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุรักษ์โลกช่วยเพิ่มความสบายใจต่อลูกค้า ด้วยความรู้สึกมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และลดจำนวนพลาสติก อีกทั้งยังสามารถสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ โดยเลือกใช้วัสดุที่สามารถนำมารีไซเคิลได้ เช่น

  1. rPET: พลาสติก PET รีไซเคิล ที่ได้จากขวดน้ำ ขวด Food Grade ขวดน้ำอัดลม ใช้แล้ว ผ่านกระบวนการทำความสะอาด และบด
  2. rHDPE:  พลาสติก HDPE รีไซเคิล ได้มาจากการนำขวด HDPE Food Grade หรือกล่องภาชนะ ขวดนม ขวดแชมพู และขวดน้ำยาทำความสะอาดชนิด HDPE ที่ใช้แล้วผ่านกระบวนการทำความสะอาดและบด

สรุป: พลาสติก Food Grade ทางเลือกที่ใช่สำหรับสร้างแบรนด์สู่ความเติบโต

การใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก Food Grade คือการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับร้านอาหารและเครื่องดื่ม เพราะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์ของลูกค้าสูงมาก ด้วยบรรจุภัณฑ์อาหาร Food Grade มีมาตรฐานการันตีความปลอดภัยชัดเจน ซึ่งทำให้ลูกค้ากล้าตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ใช้ PET Food Grade ในทันที นอกจากนั้นหากเจ้าของแบรนด์เลือกใช้วัสดุที่รักษ์โลกเน้นความยั่งยืน ยิ่งเพิ่มโอกาสให้แบรนด์ก้าวสู่ความสำเร็จ  ในฐานะแบรนด์ชั้นนำได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

กลับไป
LINE
EMAIL
TEL
FACEBOOK
error: Content is protected !!