• เกร็ดความรู้
  • วิธีเลือกขวดพลาสติกใสให้ตรงกับประเภทสินค้า: น้ำดื่ม, เวชภัณฑ์, หรืออาหารเสริม

วิธีเลือกขวดพลาสติกใสให้ตรงกับประเภทสินค้า: น้ำดื่ม, เวชภัณฑ์, หรืออาหารเสริม

การเลือกบรรจุภัณฑ์ขวดพลาสติกใสมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม เวชภัณฑ์ หรืออาหารเสริม ถือว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ส่งผลด้านต่าง ๆ ต่อแบรนด์โดยตรง เนื่องจากมีเรื่องของคุณภาพ ความปลอดภัยและอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ ซึ่งทำให้เจ้าของแบรนด์จำเป็นต้องเลือกใช้ขวดพลาสติกให้เหมาะสมกับชนิดของผลิตภัณฑ์ เพื่อป้องกันอันตรายต่อผู้บริโภคและการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย โดยบทความนี้มีวิธีเลือกพลาสติกให้เหมาะกับสินค้าแต่ละประเภทมาฝากกัน

ขวดพลาสติกใสคืออะไร? มีกี่ชนิดที่นิยมใช้ทำขวด

ขวดพลาสติกใส คือ ขวดที่ทำจากเม็ดพลาสติกชนิดต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะโปร่งแสงหรือโปร่งใส มองทะลุได้ ปัจจุบันมีพลาสติกหลายประเภทที่นิยมนำมาใช้ทำขวดใส โดยแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่คล้ายและแตกต่างกัน จึงต้องเลือกใช้ขวดพลาสติกอย่างรอบคอบมากที่สุด เช่น PE, PP และ PET ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

PE (Polyethylene)

พลาสติก PE คือ พลาสติกชนิดหนึ่งที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันโดยผลิตจากเอทิลีน มีคุณสมบัติยืดหยุ่น แข็งแรง ทนต่อความเย็นได้ถึง -60 องศาเซลเซียส และความร้อนตั้งแต่ 80 ถึง 120 องศาเซลเซียส ทนต่อแรงกระแทกและการเสียดสี ทนต่อสารเคมีและน้ำได้ดี เหมาะสมกับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ และผลิตเพื่อการใช้งานได้แพร่หลาย โดยมี 3 ประเภทย่อยแตกต่างกันออกไปตามโครงสร้างคือ

1.HDPE (High-Density Polyethylene)

HDPE เป็นพลาสติก PE ที่มีหนาแน่นสูง ทำให้มีความแข็งแรงสูง ทนทาน ทนความร้อนได้ดีกว่า LDPE เนื่องจากมีจุดหลอมเหลวประมาณ 120-140 องศาเซลเซียส ทนต่อแรงดึงและแรงกระแทกได้ดี และมีความทึบแสงมากกว่า LDPE นิยมใช้ทำบรรจุภัณฑ์ขวดน้ำดื่ม ขวดนม ถังน้ำ ถังขยะ ท่อประปา ท่อระบายน้ำ บรรจุภัณฑ์สารเคมี ของเล่นเด็ก และแผ่นฉนวนกันความร้อน

2.LDPE (Low-Density Polyethylene)

พลาสติกที่มี PE ที่มีความหนาแน่นต่ำ ทำให้ความยืดหยุ่นสูง นิ่มและมีความโปร่งใส มีจุดหลอมเหลวอยู่ที่ 105-115 องศาเซลเซียส โดยนิยมใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ถุงพลาสติกทั่วไป ฟิล์มห่ออาหาร ถุงซิปล็อก ขวดบีบน้ำ และฟิล์มเกษตร

3.LLDPE (Linear Low Density Polyethylene)

LLDPE เป็นพลาสติก PE ที่มีโครงสร้างเป็นเส้นตรงเหมือน HDPE แต่มีลักษณะคล้ายคลึงกับ LDPE คือมีความหนาแน่นต่ำ มีความเหนียวและทนทานกว่า LDPE แต่ไม่เท่ากับ HDPE และยังมีลักษณะเนื้อวัสดุที่มีความมันวาว นิยมใช้ทำบรรจุภัณฑ์อาหาร เช่น ถุงผัก ถุงผลไม้ ถุงขนมปัง และถุงใส่อาหารต่าง ๆ

PP (Polypropylene)

พลาสติก PP คือ พลาสติกประเภทเทอร์โบพลาสติก (Thermoplastic Polymer) ที่สามารถขึ้นรูปด้วยความร้อนหลายครั้ง มีความหนาแน่นต่ำ น้ำหนักเบา และมีจุดหลอมเหลวประมาณ 160-170 องศาเซลเซียส สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เพราะเป็นพลาสติกในระดับ Food Grade เช่น ขวดน้ำดื่ม น้ำอัดลม ถุงพลาสติก กระสอบข้าว ถุงปุ๋ย ตลับเครื่องสำอาง กระปุกยา อาหารเสริม ฯลฯ|

PET (Polyethylene Terephthalate)

พลาสติก PET คือ พลาสติกประเภทคืนรูป (Thermoplastic) ที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เนื่องจากมีคุณสมบัติด้านความเหนียว ไม่แตกหักหรือเปราะง่าย มีความโปร่งแสง สามารถกันแก๊สซึมผ่านได้ดี และเป็นพลาสติกที่คืนรูปที่ทนต่อความร้อนได้ในอุณหภูมิไม่สูงมากนัก (ประมาณ 70 องศาเซลเซียส) โดยสามารถนำไปปลอมกลับมาใช้ใหม่หรือเข้ากระบวนการรีไซเคิลได้ ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้บรรจุอาหาร เช่น ขวดน้ำดื่ม ขวดน้ำอัดลม ขวดน้ำมันพืช กล่องเค้ก อาหารเสริม ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แผ่นฟิล์มหรือแผ่นอะลูมิเนียม รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์

เปรียบเทียบจุดเด่น-จุดด้อยของพลาสติกใสแตกต่างกันอย่างไร

ก่อนตัดสินใจเลือกใช้พลาสติกแต่ละประเภทเช่น PET PP และ PE จะต้องเปรียบเทียบจุดเด่นและจุดอ่อนของบรรจุภัณฑ์พลาสติกแต่ละชนิด เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจนำไปใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ เพื่อความทนทาน ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ โดยมีข้อมูลดังนี้

 จุดเด่นจุดด้อย
    PEมีน้ำหนักเบาและมีความยืดหยุ่นสูงราคาต้นทุนในการผลิตไม่สูงและผลิตได้ง่ายสามารถนำมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหารได้ มีคุณสมบัติทนต่อความชื้นและสารเคมีทั้งกรดและด่างอ่อน ๆสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิล เกิดรอยขีดข่วนได้ง่ายใช้เวลาในการย่อยสลายนานมากเสียรูปและอ่อนตัวง่ายเมื่อเจออุณหภูมิร้อนจัดทนต่อความร้อนไม่สูงมากนัก โดยอยู่ที่ระหว่าง 80-105 องศาเซลเซียสเท่านั้นไม่ทนต่อน้ำมันและไขมันจึงไม่เหมาะสำหรับบรรจุของเหลวที่มีน้ำมันหรือไขมันสูงไม่ทนต่อแสง UV โดยหากทิ้งไว้ในที่โดนแสงแดดนานจะเสื่อมสภาพ และกรอบแตกได้ง่าย 
     PPพลาสติกมีคุณสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้าทนต่อแรงกระแทกและสารเคมี จึงไม่แตกหักง่ายทนต่อความร้อนสูง โดยมีจุดหลอมเหลวที่ 165 องศาเซลเซียสพลาสติกสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลมีน้ำหนักเบาเนื่องจากมีความหนาแน่นต่ำขึ้นรูปได้ง่ายและยังสามารถเพิ่มคุณสมบัติพลาสติกได้ด้วยการเติมสารชนิดต่าง ๆ ลงไปเป็นพลาสติกที่มีความปลอดภัยสูง และได้รับการรับรองให้เป็นพลาสติกกลุ่ม Food Grade พลาสติกมีความยืดหยุ่นและโปร่งใสมีอายุการใช้งานสั้นและไวต่อการเผาไหม้ทนต่อความเย็นและแรงกระแทกได้ไม่ดีนักพลาสติกเป็นรอยได้ง่าย และไวต่อการเสื่อมสภาพอัตราเสื่อมสภาพสูงมีความไวต่อแสง ความร้อน และออกซิเจน
    PETนำมาใช้บรรจุผลิตภัณฑ์อาหารได้มีความโปร่งใส แข็งแรง ไม่แตกหักง่ายรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้คงที่ได้นานพลาสติกทนต่อสารเคมี ความร้อน จึงสามารถป้องกันการรั่วซึมของสารต่าง ๆ ได้สูงขึ้นรูปได้ง่าย ผลิตได้ครั้งละจำนวนมากลดต้นทุนในการจัดเก็บและค่าขนส่งนำกลับมาใช้ใหม่ได้ผ่านกระบวนการรีไซเคิล ใช้เวลาในการย่อยสลายนานเป็นร้อยปีควรใช้บรรจุภัณฑ์เพียงแค่ครั้งเดียว ไม่ควรใช้ซ้ำทนต่อความร้อนต่ำ ไม่เหมาะกับอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิสูงการเผาไหม้จะปล่อยก๊าซที่เป็นพิษ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนไม่แนะนำให้นำเข้าเครื่องไมโครเวฟเนื่องจากทนความร้อนได้มากกว่า 70 องศาเซลเซียส

แนวทางเลือกขวดตามประเภทสินค้าไม่ใช่เรื่องยากเลย

เพื่อให้การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์เป็นไปอย่างง่าย เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ รวมถึงการตัดสินใจที่รวดเร็ว เจ้าของแบรนด์สามารถเลือกใช้ขวดพลาสติกเพื่อเป็นบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ชนิดต่าง ๆ ด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ ดังนี้

พิจารณาจากลักษณะของสินค้า

เจ้าของแบรนด์ต้องพิจารณาบรรจุภัณฑ์จากลักษณะของสินค้าที่ผลิต เพื่อให้ง่ายต่อการรตัดสินใจเลือกใช้ขวดพลาสติกชนิดต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และความปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยจำแนกลักษณะของสินค้าออกเป็นชนิดต่าง ๆ ดังนี้

  • ผลิตภัณฑ์เป็นก๊าซ
  • ผลิตภัณฑ์เป็นของเหลว ครีมหรือกึ่งของเหลว
  • ผลิตภัณฑ์เป็นของแข็งในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เกล็ด เม็ด แผ่น ผง เส้นใย หรือผลึก

เลือกวัสดุให้เหมาะสมกับสินค้า

เจ้าของแบรนด์ควรคำนึงถึงวัสดุที่นำมาใช้เพื่อผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ขวดพลาสติกของสินค้าต่าง ๆ ภายใต้การดูแลทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น

  • ผลิตภัณฑ์ยาหรือเวชภัณพ์ ต้องใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีคุณภาพสูงทนต่อสารเคมี สัมผัสอาหารโดยตรงได้ และผ่านการตรวจสอบมาตรฐานอย่างเข้มงวด เช่น พลาสติกกลุ่ม HDPE/PP
  • น้ำดื่ม น้ำอัดลม ต้องใช้พลาสติกที่มีความใส เพื่อให้เห็นสินค้าจากด้านในชัดเจน อีกทั้งมีต้นทุนในการผลิตไม่สูงมาก รวมถึงน้ำหนักเบา ทำให้นิยมใช้พลาสติกกลุ่ม PET เป็นส่วนใหญ่

คำนึงถึงการใช้งานของผู้บริโภค

เจ้าของผลิตภัณฑ์ต้องคำนึงถึงการสินค้าสอดคล้องกับการใช้งานของผู้บริโภคมากที่สุด ทั้งความสะดวกในการใช้งาน การพกพาหรือ ความปลอดภัยในการใช้งานและสุขอนามัยของผลิตภัณฑ์ เช่น ขวดน้ำดื่ม ขวดหรือกระปุกครีม ฯลฯ

ต้นทุนและงบประมาณที่มี

นอกจากเจ้าของแบรนด์ต้องพิจารณาชนิดขวดพลาสติก เช่น ขวดพลาสติกใส PET, PP และ PE เหมาะกับการใช้งานในสินค้าชนิดใด เพื่อให้สอดคล้องกับชนิดของผลิตภัณฑ์และลักษณะของสินค้ามากที่สุด ภายใต้งบประมาณและต้นทุนที่เหมาะสมตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การขนส่ง การจัดเก็บบรรจุภัณฑ์ จึงทำให้เจ้าของแบรนด์จำเป็นต้องนำเรื่องของงบประมาณและต้นทุน มาประกอบการพิจารณาเลือกบรรจุภัณฑ์หรือขวดพลาสติกชนิดต่าง ๆ เนื่องจากต้นทุนในการผลิตพลาสติกแต่ละชนิดไม่เท่ากัน เช่น PET มีราคาถูกกว่า PP แต่แพงกว่า PE เป็นต้น

เพิ่มภาพจำให้แก่แบรนด์ได้ไว

ขวดพลาสติกควรมีดีไซน์สะดุดตา สร้างภาพจำที่สื่อถึงแบรนด์ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น โดยเพิ่มความโดดเด่นของรูปแบบบรรจุภัณฑ์และนำเสนอความเป็นแบรนด์นั้น ๆ อย่างชัดเจนมากที่สุด เช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ในรูปทรงต่าง ๆ น่าสนใจ การเคลือบด้าน หรือการพิมพ์พร้อมเติมสีโลโก้ที่บรรจุภัณฑ์ เป็นต้น จึงต้องเลือกขวดพลาสติกที่ขึ้นรูปแบบที่สื่อถึงแบรนด์ได้ชัดเจน เช่น PET HDPE และ LDPE

เลือกใช้บริการจากบริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน

เจ้าของแบรนด์ควรพิจารณาใช้งานบรรจุภัณฑ์จากโรงงานผู้ผลิตที่ตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของกิจการมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาต้นทุนการผลิตไม่สูง สินค้าคงคุณภาพได้นาน โรงงานผู้ผลิตขวดพลาสติกมีมาตรฐานตามกฎหมายกำหนด และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค มีประสบการณ์ผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ มานาน รวมถึงสามารถให้คำแนะนำและออกแบบบรรจุภัณฑ์เหมาะสมต่อแบรนด์

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท แสงรุ่ง กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์หลายชนิด มีประสบการณ์มานานกว่า  50 ปี พร้อมกำลังผลิตได้สูงถึง 16,000 ตันต่อปี ภายใต้มาตรฐานและการรับรองคุณภาพระดับสากลมากมาย เช่น  ISO 9001, UN Standard, ใบรับรองตามข้อกำหนดฉบับที่ 295 และ 435, ม.อ.ก รวมถึง Food Grade ฯลฯ จึงมั่นใจได้ถึงบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและปลอดภัย

ข้อดีของการใช้พลาสติกให้เหมาะสมกับสินค้าแต่ละประเภท

การเลือกใช้พลาสติกประเภทต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ มีข้อดีต่อแบรนด์และผู้บริโภคหลายส่วนด้วยกัน เช่น

  • คงคุณภาพและยืดอายุของสินค้าให้ได้นานยิ่งขึ้น ซึ่งดีต่อความปลอดภัยของสินค้าและผู้บริโภค
  • เจ้าของผลิตภัณฑ์สามารถวางแผนงบประมาณ รวมถึงควบคุมต้นทุนการผลิต จัดเก็บและขนย้ายได้ง่าย
  • ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีด้านการตลาดและสื่อถึงเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ เพราะสามารถดึงดูดความน่าสนใจ ยิ่งขวดพลาสติกมีการออกแบบรูปทรงเฉพาะตัวและเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม
  • สร้างความน่าเชื่อถือต่อผู้บริโภคต่อสินค้าแบรนด์นั้น ๆ มากขึ้น เนื่องจากใช้พลาสติกที่ได้มาตรฐานจึงมั่นใจว่าปลอดภัยจากการปนเปื้อนและการซึมผ่านเข้าสู่ผลิตภัณฑ์

สรุป: เลือกใช้ขวดพลาสติกใสอย่างถูกวิธีเพิ่มโอกาสที่ดีต่อแบรนด์ในระยะยาว

การเลือกใช้ขวดพลาสติกใสอย่างถูกวิธีเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของเจ้าของแบรนด์ต่าง ๆ ในการเพิ่มโอกาสทางการตลาดระยะยาวและยั่งยืน เนื่องจากการเลือกใช้ขวดพลาสติกให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือต่อแบรนด์ทั้งในส่วนของความปลอดภัย คุณภาพของสินค้า และภาพลักษณ์ของแบรนด์โดยตรง ซึ่งส่งผลดีต่อการพัฒนาแบรนด์สู่ระดับแนวหน้าของการตลาดได้ง่าย และใช้เวลาไม่นาน ซึ่งวิธีการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ดีคือ ควรเลือกใช้บริการจากบริษัทที่ได้มาตรฐาน ได้รับการรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเช่น แสงรุ่ง กรุ๊ป เป็นต้น

error: Content is protected !!