วิธีลดต้นทุนโดยไม่ลดคุณภาพกำลังเป็นโจทย์สำคัญของแบรนด์ต่าง ๆ ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อหาวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ดีที่สุดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อแบรนด์ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในส่วนของวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่งมีความผันผวน รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้ต้นทุนคือปัจจัยหลักสำคัญที่ผู้บริหารให้ความสำคัญ ดังนั้นการลดต้นทุนที่ดีคือลดต้นทุนอย่างไรให้เป็นประโยชน์ต่อแบรนด์สูงสุด เช่น แนวคิด Lean Manufacturing เป็นต้น ซึ่ง แสงรุ่งกรุ๊ป มีแนวทางน่าสนใจสำหรับเจ้าของธุรกิจมาฝากกัน
8 กลยุทธ์วิธีลดต้นทุนโดยไม่ลดคุณภาพ
สำหรับกลยุทธ์วิธีลดต้นทุนไม่ได้หมายถึงการตัดรายจ่ายต่าง ๆ หรือเลือกใช้วัตถุดิบเกรดต่ำลงจากเดิม เพราะส่งผลกระทบต่อสินค้าและบริการของแบรนด์อย่างมาก ซึ่งผลการลดต้นทุนในโรงงานที่ตามมาคือเกิดความเสียหายจนสุดท้ายผลลัพธ์คือธุรกิจไปต่อไม่ได้ ดังนั้นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน คือ “การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Efficiency) ” เพื่อลดต้นทุนแฝงโดยที่สินค้าและบริการของแบรนด์ยังคงคุณภาพเช่นเดิม ผ่าน 8 กลยุทธ์ดังนี้
กลยุทธ์ที่ 1: ลดความสูญเปล่า (Waste)
สำหรับวิธีลดต้นทุนด้วยการลดความสูญเปล่า มาจากกระบวนการผลิตจากญี่ปุ่น มีแนวคิด Lean Manufacturing มาใช้เพื่อดำเนินงานให้เกิดการผลิตและการบริการคุณภาพ โดยมีเป้าหมายลดการสูญเสียและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด พร้อมทั้งสร้างมูลค่าให้กับสินค้าเพิ่มขึ้น ในการผลิต 8 ประการ คือ
- การขนส่งและการเคลื่อนย้าย (Transportation) : การเคลื่อนย้ายสินค้าหรือวัตถุดิบที่ไม่จำเป็น ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและเสียเวลา
- การเคลื่อนไหว (Motion) : ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้งานเครื่องจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงบุคลากรโดยไม่จำเป็นระหว่างกระบวนการผลิต
- กระบวนการผลิตมากเกินไป (Excess Processing) : ค่าใช้จ่ายและการเสียเวลาที่เกิดจากการทำงานที่ซ้ำซ้อน หรืองานที่ไม่จำเป็นในกระบวนการผลิต
- การผลิตมากเกินไป (Overproduction) : การผลิตเกินกว่าความต้องการหรือคำสั่งซื้อจริง ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในและเสียโอกาสในการขายสินค้า
- การรอคอยสินค้าและวัตถุดิบ (Waiting) : การใช้เวลารอคอยสินค้าหรือวัตถุดิบนานกว่ากำหนด ทำให้เวลาในการผลิตเพิ่มขึ้นและเกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามมา
- การเก็บของคงคลังเกินความจำเป็น (Inventory) : ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเก็บสินค้าสำเร็จรูป วัตถุดิบเกินความจำเป็น ทำให้มีความเสี่ยงในด้านคุณภาพ อายุสินค้าและโอกาสในการจำหน่ายสินค้า
- การใช้ทรัพยากรบุคคลไม่เต็มประสิทธิภาพ (Non-Utilized Talent) : การลดต้นทุนในโรงงานทำให้องค์กรไม่สามารถดึงศักยภาพของบุคลากรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือการมอบหมายงานให้พนักงานไม่เหมาะสม
- ความขาดตกบกพร่อง (Defects) : ลดความสูญเปล่าที่ทำให้เกิดต้นทุนสูงตามมา เพราะกระทบต่อเวลา เงิน ทรัพยากร และความพึงพอใจลูกค้า เช่น การผลิตสินค้าหรือให้บริการต่ำกว่ามาตรฐาน จนเกิดการแก้ไขหรือการเคลมสินค้า เป็นต้น
กลยุทธ์ที่ 2: ลงทุนในคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง
การลงทุนในคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง คือแนวทางการลดต้นทุนการผลิตเน้นป้องกันและควบคุมมาตรฐานตั้งแต่ขั้นตอนแรก เช่น การเลือกวัตถุดิบและซัพพลายเออร์ด้านการผลิตที่น่าเชื่อถือ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ การออกแบบ การมีระบบการตรวจสอบที่แม่นยำตั้งแต่ต้นทาง และการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ที่เหมาะสมต่อธุรกิจ โอกาสลดต้นทุนแฝงต่าง ๆ และลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการแก้ไขหรือเคลมสินค้าในระยะยาวมีสูงขึ้น
กลยุทธ์ที่ 3: ใช้ข้อมูลมาช่วยตัดสินใจ
วีธีลดต้นทุนการผลิตทำให้ธุรกิจมองเห็นถึงโอกาสทางการตลาด และปัญหาที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนคือ การใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสินค้าขายดี, สินค้าขายช้า, ต้นทุนแต่ละกระบวนการและประสิทธิภาพของเครื่องจักร เมื่อรู้ว่าต้นทุนเกิดขึ้นที่จุดใด ก็สามารถแก้ไขได้ตรงจุด แทนที่จะลดต้นทุนแบบเหมารวมจนเกิดความเสียหายต่อแบรนด์
กลยุทธ์ที่ 4: ดูแลเครื่องจักรอย่างสม่ำเสมอ
การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) อาจดูเป็นค่าใช้จ่าย แต่สามารถช่วยลดต้นทุนในระยะยาว โดยสามารถยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร ป้องกันเครื่องจักรหยุดทำงานกะทันหัน การซ่อมฉุกเฉิน และการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจได้มากกว่า เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเป็นประจำ, การตรวจสอบและทำความสะอาดเครื่องจักร รวมถึงการเปลี่ยนอะไหล่ตามรอบอายุการใช้งาน
กลยุทธ์ที่ 5: พัฒนาทักษะของพนักงาน
การลดต้นทุนการผลิตในด้านแรงงานที่เหมาะสมคือ การมุ่งเน้นคัดเลือกพนักงานที่มีความรู้ มีความเข้าใจ และมีความชำนาญในงาน ผ่านการพัฒนาศักยภาพพนักงานด้วยการอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อการทำงาน โดยมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดข้อผิดพลาดต่าง ๆ และสามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว รวมถึงผลลัพธ์อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน การลงทุนกับ “คน” จึงเป็นการลดต้นทุนในแนวทางบริหารต้นทุนการผลิตที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาวต่อองค์กร
กลยุทธ์ที่ 6: ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม
ปัจจุบันเทคโนโลยีกำลังมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจและอุตสาหกรรมมากขึ้น การเลือกใช้เทคโนโลยี Automation ในโรงงานที่เหมาะสมจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดต้นทุน พร้อมทั้งสร้างความได้เปรียบในทางธุรกิจสูงขึ้น เนื่องจากระบบ AI เหมาะสำหรับธุรกิจทุกขนาดรวมถึงโรงงานขนาดใหญ่ ซึ่งจะเข้ามาช่วยจัดการคลังสินค้า โปรแกรมบัญชี การออกแบบ การผลิตหรือการใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล โดยสามารถลดเวลาการทำงาน ลดความผิดพลาด และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้เช่นกัน
กลยุทธ์ที่ 7: เลือกซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้
วิธีลดต้นทุนการผลิตในการดำเนินธุรกิจของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจคือ การเลือกซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้ มีการผลิตที่ได้มาตรฐาน มีการใช้เครื่องจักร Automation ในโรงงาน ทันสมัย และถูกต้องตามกฎระเบียบ ข้อบังคับทั้งในไทยและสากล อย่างเช่น บริษัท แสงรุ่งกรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์มีประสบการณ์มากกว่า 50 ปี พร้อมทั้งมีใบรับรองต่าง ๆ ที่ช่วยให้ธุรกิจมีโอกาสเติบโตได้ไว จากข้อได้เปรียบที่น่าสนใจดังนี้
- ลดปัญหาวัตถุดิบส่งมอบล่าช้า คุณภาพไม่สม่ำเสมอ หรือเกิดปัญหาบ่อยครั้ง
- การเลือกคู่ค้าที่มีมาตรฐานและส่งมอบได้ตรงเวลา ช่วยให้การวางแผนผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เลือกคู่ค้าที่มีบริการครบวงจรแบบ One Stop Service ทั้งให้บริการออกแบบ แนะนำ ผลิต มีคลังสินค้าและบริการขนส่ง ช่วยลดปัญหาการเกิดต้นทุนแฝง
กลยุทธ์ที่ 8: ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)
องค์กรที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ลดต้นทุนเพียงครั้งเดียว แต่ผ่านการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง หรือ Continuous Improvement เพื่อจัดการกับลดความสูญเปล่า เช่น ต้นทุน เวลา ของเสีย และขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มกำไรโดยไม่ลดคุณภาพของสินค้า ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรเพียงเล็กน้อย ๆ แต่ทำอย่างสม่ำเสมอในทุกวัน เมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ จะกลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน
ความเสี่ยงของการตัดสินใจลดต้นทุนการผลิตผิดวิธี
การตัดสินใจลดต้นทุนการผลิตโดยมุ่งเน้นแต่ลดค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ขาดการวิเคราะห์ผลที่จะตามมาในภายหลังอย่างรอบด้าน หรือตัดสินใจลดต้นทุนด้วยการเลือกใช้วัตถุดิบหรือบริการจากเลือกซัพพลายเออร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน โอกาสที่เจ้าของธุรกิจประสบปัญหาอย่างรุนแรงในภายหลังหลายด้านดังนี้
ด้านคุณภาพสินค้าและบริการ
เมื่อเจ้าของธุรกิจเลือกลดต้นทุนการผลิตด้วยการลดคุณภาพ เพื่อจำกัดต้นทุนให้น้อยลง หมายถึงการตัดสินใจลดคุณภาพวัตถุดิบที่ใช้ การลดสเปกและลดขั้นตอนการผลิตให้สั้นลง สิ่งที่เจ้าของแบรนด์ต้องเจอคือ
- สินค้ามีตำหนิหรือเสียหายเพิ่มมากขึ้น
- ประสิทธิภาพของสินค้าและบริการลดลง
- เสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ
ความเชื่อมั่นของลูกค้า
ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ต่าง ๆ ที่วางจำหน่ายหรือให้บริการ ได้รับความนิยมและเป็นสินค้าหรือบริการยอดนิยมได้ เพราะความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ ดังนั้นทันทีที่แบรนด์ตัดสินใจลดต้นทุนเพียงแค่ต้องการจำกัดค่าใช้จ่าย ย่อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและความไว้วางใจของลูกค้า ส่งผลให้แบรนด์ต้องรับมือกับปัญหาที่จะตามมาคือ
- ยอดขายตกและมีโอกาสเสียฐานลูกค้าถาวรสูงมาก
- ภาพลักษณ์ของแบรนด์และรีวิวจากลูกค้าเชิงลบเพิ่มขึ้น
- เพิ่มค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในกรณีที่ต้องชดเชย การเคลมสินค้าหรือทำแคมเปญทางการตลาดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา
ต้นทุนแฝง
หลายองค์กรมองว่าการลดค่าใช้จ่ายและใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพต่ำลง คือวิธีลดต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อโอกาสดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และเพิ่มกำไรในระยะยาว กลับเป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างมาก เพราะนอกจากจะไม่ใช่ทางเลือกที่ประหยัดแล้ว ยังเป็นวิธีการเพิ่มต้นทุนแฝงที่อาจจะต้องใช้เงินลงทุนสูงมากกว่าโดยไม่รู้ตัว โดยมักจะมาในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้
- ค่าใช้จ่ายในการเรียกคืนสินค้า เพื่อเคลมสินค้า การซ่อมแซมสินค้าที่เสียหายหรือไม่ได้คุณภาพ
- ค่าเสียโอกาสในการผลิต ในกรณีที่ลดงบบำรุงรักษาเครื่องจักรการผลิต และต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อเครื่องจักร AI ในการผลิตใหม่มาทดแทน
- ค่าปรับจากการผิดสัญญากับคู่ค้า ในการส่งมอบสินค้าล่าช้าในกรณีที่ไม่ได้ดูแลเครื่องจักรอย่างต่อเนื่อง หรือ Preventive Maintenance หรือไม่ได้คุณภาพตามสัญญา นำไปสู่การปรับหรือยกเลิกสัญญาทางธุรกิจ
ความเชื่อมั่นต่อองค์กรของพนักงาน
การดำเนินงานขององค์กรเกี่ยวข้องกับบุคลากรโดยตรง หากผู้บริหารตัดสินใจลดต้นทุนการผลิตอย่างไม่สมเหตุสมผล สิ่งที่ตามมาคือ
- ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการทำงานโรงงานอุตสาหกรรม อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง
- พนักงานรู้สึกไม่มั่นคง และเลือกลาออกสูง ซึ่งทำให้องค์กรเสียบุคลากรผู้เชี่ยวชาญไปอย่างน่าเสียดาย
สิ่งที่แบรนด์ได้รับจากการตัดสินใจเลือกลดต้นทุนการผลิตอย่างถูกวิธี
การตัดสินใจเลือกใช้วิธีลดต้นทุนอย่างถูกต้อง เหมาะสมช่วยเพิ่มโอกาสให้แบรนด์มีโอกาสทำกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมีแนวโน้มสร้างธุรกิจให้เติบโตสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนระยะยาว ภายใต้สิ่งดี ๆ ที่แบรนด์จะได้รับจากการเลือกใช้วิธีลดต้นทุนธุรกิจโดยไม่ลดคุณภาพดังนี้
- เพิ่มกำไรสุทธิอย่างยั่งยืน:เนื่องจากต้นทุนต่อหน่วยลดลง จากการดำเนินงานผ่านการคนหรือ AI ในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ
- เพิ่มฐานลูกค้าใหม่พร้อมทั้งรักษาฐานลูกค้าเดิมระยะยาว สร้างความภักดี (Loyalty) เนื่องจากแบรนด์มีความน่าเชื่อถือ
- ลดของเสียและภาระคลังสินค้าโรงงานอุตสาหกรรม จากการบริหารวัตถุดิบที่แม่นยำ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลของวัตถุดิบ สินค้า และขยะในคลังสินค้าได้
- สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นประสิทธิภาพ สร้างขวัญและกำลังใจต่อบุคลากรในการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง
- เลือกซัพพลายเออร์ให้ได้เปรียบทางการแข่งขัน:การลดต้นทุนที่ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าและบริการ สร้างความได้เปรียบทางการตลาดอย่างยั่งยืน รวมถึงมีโอกาสได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น
- เจ้าของแบรนด์ปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) การดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการพัฒนาบุคลากร การใช้เทคโนโลยี การเลือกใช้ซัพพลายเออร์ที่น่าเชื่อถือ เป็นต้น
สรุป: ใช้วิธีลดต้นทุนมีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
การลดต้นทุนการผลิตที่ถูกต้อง ส่งผลดีต่อแบรนด์อย่างมาก เพราะหากมองว่าการลดต้นทุนคือบริหารต้นทุนการผลิตด้วยการลดคุณภาพหรือบริการ สิ่งที่แบรนด์จะได้รับกลับมาคือความสูญเสีย ดังนั้นเมื่อธุรกิจสามารถรักษาคุณภาพสินค้าและบริการให้คงเดิมไว้ได้ พร้อมทั้งบริหารต้นทุนด้วยวิธีลดต้นทุนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อลูกค้า ส่งผลดีต่อการเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันและก้าวสู่ความเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
